Posted by
สำนักคดีเทคโนฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษเตือนประชาชนคนใช้ไวร์เลส – บลูทูธ ให้ระวังโจรขโมยข้อมูลส่วนตัว เผยย่านธุรกิจห้างสรรพสินค้า มีความเสี่ยงสูง แนะนำปลอดภัยที่สุดถ้าไม่ทำธุรกรรมทางการเงินในที่สาธารณะ
พ.ต.ท.พัฒนะ ศุกรสุต พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8 สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังและติดตามพัฒนาการหลอกลวงของผู้กระทำความผิดทางเทคโนโลยีและ สารสนเทศ ประกอบกับสถานการณ์ที่คนไทยปัจจุบันต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีไร้สายอย่างโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ใช้กันอย่างแพร่หลาย พบว่าเทคโนโลยีไร้สายกำลังเป็นช่องทางให้ผู้กระทำความผิดใช้หลอกลวงผู้เสีย หาย
“มัน เกิดการกระทำความผิดที่เคลื่อนที่ได้ แล้วการเคลื่อนที่ของมันก็เป็นแบบไร้ทิศทาง อย่างสัญญาณไวร์เลส ซึ่งเป็นสัญญาณวิทยุปัจจุบันสามารถส่งสัญญาณออกไปเป็นรัศมีวงกลมได้ระยะทาง ประมาณ 100 เมตร หากมีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถหาจุดศูนย์กลางได้ว่าอยู่ ณ จุดใด เพราะไวร์เลสเป็นเหมือนสัญญาณวิทยุ มีรัศมีเป็นวงกลม” พ.ต.ท.พัฒนะ กล่าว
พ.ต.ท.พัฒนะ กล่าวว่าปัจจุบันเริ่มมีประชาชนใช้โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์ เน็ต หรือใช้สัญญาณไวร์เลสในการเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ทั้งที่บ้านและในที่สาธารณะ ซึ่งอาจเป็นการเปิดช่องทางให้ผู้กระทำความผิดก่อเหตุได้ง่ายขึ้น เพราะที่ผ่านมามีการโจรกรรมข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่า “แฮกเกอร์” แม้จะกระทำผ่านคอมพิวเตอร์บ้านไม่ใช่แบบไร้สาย การติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีก็ยังเป็นเรื่องยาก แต่การใช้ระบบอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย นอกจากจะเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดก่อเหตุโดยง่ายแล้วยังทำให้การติดตาม ตัวผู้กระทำความผิด เป็นไปด้วยความยากลำบากขึ้นอีกด้วย
” ยิ่งล่าสุดผู้ผลิตได้พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นไปเรื่อยๆ มีไวร์แม็กที่สามารถส่งสัญญาณได้ไกลกว่าคือ 30-50 กิโลเมตร แถมยังมีตัวเพิ่มสัญญาณได้อีก ดังนั้นการใช้เทคโนโลยี มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ความสามารถในการส่งสัญญาณได้ไกลนี้ เป็นโอกาสของผู้กระทำความผิดที่จะดักขโมยข้อมูลของเราได้จุดไหนก็ได้ โดยที่เราล่วงรู้ได้ยากมากและกว่าจะรู้ตัวข้อมูลของเราก็ไปปรากฏอยู่กับผู้ อื่น หรือไม่ก็ตกเป็นผู้เสียหายจากการโจรกรรมไปแล้ว”
พ.ต.ท.พัฒนะ กล่าวด้วยว่า ไม่เพียงแต่ระบบไวร์เลสเท่านั้น โทรศัพท์มือถือซึ่งปัจจุบันผู้ขับขี่รถบนท้องถนนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ใช้สมอลทอล์กหรือบลูทูธ พ.ต.ท.พัฒนะ กล่าวว่าผู้ใช้บลูทูธอาจเสี่ยงกับการถูกขโมยข้อมูลลับที่อยู่ในโทรศัพท์ โดยไม่รู้ตัว และที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นหากมีการทำธุรกรรมการเงินกับธนาคารผ่าน โทรศัพท์ ซึ่งทำได้ทั้งโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์มือถือ ก็อาจถูกกล่าวมิจฉาชีพใช้เครื่องมือดักจับสัญญาณการสนทนาระหว่างลูกค้ากับ เจ้าหน้าที่ธนาคารบางครั้งอาจปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหลอกถามข้อมูลสำคัญ และรหัสผ่านต่างๆ อย่างมืออาชีพโดยที่ลูกค้าไม่ระแวงสงสัย
“ยิ่ง เป็นการสนทนาผ่านบลูทูธ ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผู้กระทำความผิดดักจับสัญญาณบลูทูธซึ่งเปิดอยู่ตลอดเวลาได้ง่าย ขึ้น โดยแฮกเกอร์จะใช้ย่านธุรกิจหรือห้างสรรพสินค้าที่มีคนพลุกพล่านเป็นที่ลงมือ โดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือที่เป็นสมาร์ทโฟน มุ่งเป้าประชาชนที่เปิดบลูทูธไว้ โดยที่แฮกเกอร์จะมีโปรแกรมและเครื่องมือพิเศษที่สามารถสแกนหาสัญญาณบลูทูธใน รัศมีที่ปัจจุบันไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น หากพบสัญญาณ โปรแกรมดังกล่าวจะโชว์หมายเลขโทรศัพท์และชื่อของเจ้าของเครื่องนั้นๆ”
พ.ต.ท.พัฒนะอธิบายว่าแฮกเกอร์จะทดลองเจาะเข้าไปทีละเครื่องโดยการส่ง SMS ด้วยข้อความล่อลวงต่างๆ เพียงเพื่อให้ประชาชนกดปุ่มใดปุ่มหนึ่งบนโทรศัพท์ และไม่ว่าจะเลือกกดปุ่มใดแฮกเกอร์ก็สามารถทำให้เป็นการตอบตกลงตามข้อเสนอ ผลที่ออกมาก็เหมือนเป็นการยืนยันการต่อสัญญาณให้แฮกเกอร์ หลังจากนั้นมันก็จะขโมยข้อมูลทั้งหมด และอาจมุ่งเป้าไปที่การทำธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์
“หากมันทำสำเร็จนั่นหมายความว่าทรัพย์ที่มันจะได้จากการโจรกรรมจะมีมูลค่ามหาศาลทีเดียว”
ดังนั้น ดีเอสไอจึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการใช้ระบบสื่อสารไร้สายในเรื่อง การใช้ไวร์เลสและบลูทูธ ว่าไม่ควรเชื่อมต่อกับระบบไวร์เลสกับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊กที่มี ข้อมูลสำคัญๆ หากจะเก็บข้อมูลสำคัญควรเก็บไว้ในที่ซึ่งแฮกเกอร์เข้าถึงยาก เช่น แฟลชไดร์ เอ็กเทอร์นอลฮาร์ดดิสก์ ซีดี และควรเข้ารหัสข้อมูลที่สำคัญๆ เป็นต้น
” ยิ่งนำไปใช้ในที่สาธารณะควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ส่วนกรณีของผู้ที่จำเป็นต้องใช้บลูทูธ แนะนำว่าไม่ควรเก็บข้อมูลที่สำคัญหรือเป็นความลับไว้ในโทรศัพท์ เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้บูลทูธก็ให้ปิดสัญญาณ และหากมีความจำเป็นต้องทำธุรกรรมการเงินกับธนาคาร ก็ไม่ควรจะใช้ในที่สาธารณะก็จะปลอดภัยที่สุด”
ข่าวจาก Manager ครับ
No comments yet.